วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ท้องเสีย! จุลินทรีย์ดี-ร้ายไม่สมดุล

‘จุลินทรีย์’ สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในร่างกายของเรา และอย่างที่เคยกล่าวไว้ว่าจุลินทรีย์มีทั้งชนิดที่ให้คุณและให้โทษ โดยต้องรักษาให้จำนวนจุลินทรีย์สองชนิดนั้นอยู่ในระดับสมดุลแล้วร่างกายจะ แข็งแรง

และวันนี้ ‘ภาษาหมอ’ มีจุลินทรีย์ตัวดีมาแนะนำให้รู้จัก อย่าง ‘บิฟิโดแบคทีเรีย’ อาศัยอยู่ในลำไส้ ช่วยป้องกันสารพิษดูดซึมผ่านเข้าสู่ร่างกาย สร้างกรดแลคติคและกรดไขมันห่วงโซ่สั้นที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ตัวที่ทำให้คนเราเกิดอาการท้องเสีย เช่น E.Coli, Clostridium perfringens, Salmonella spp. และยังช่วยกระตุ้นการสร้างวิตามิน เพิ่มการดูดซึมวิตามินและแร่ธาตุเข้าสู่ร่างกาย 

อีกตัวมีชื่อว่า ‘แลคโตบาซิลไล’ คอยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ แย่งอาหารของจุลินทรีย์ตัวร้ายทำให้ไม่สามารถก่อโรคได้

แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่ว่า เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น จุลินทรีย์ตัวดีจะลดจำนวนน้อยลงกว่าตัวร้าย จึงทำให้ผู้สูงอายุมักมีปัญหาเรื่องการขับถ่าย อุจจาระสีคล้ำและเหม็นมาก รวมทั้งภูมิต้านทานลดลง ทำให้ป่วยเป็นโรคต่าง ๆ ง่าย

เมื่อเป็นเช่นนั้น ‘พรีไบโอติก’ หรือกลุ่มหนึ่งของอาหารฟังก์ชั่น มีหน้าที่มากกว่าอาหารที่ให้ความอิ่ม จึงเข้ามาเป็นตัวช่วยคงสภาพความสมดุลของจุลินทรีย์ เพราะมีคุณสมบัติป้องกันและรักษาโรค เนื่องจากพรีไบโอติกมีสารที่ร่างกายย่อยไม่หมด หรือลำไส้ส่วนบนไม่สามารถย่อยได้จึงถูกส่งต่อไปยังลำไส้ใหญ่เพื่อให้เป็น อาหารของจุลินทรีย์ตัวดี ไม่ให้ถูกลดจำนวนลง

พรีไบโอติกซึ่งกำลังได้รับความนิยม คือ อินนูลิน และโอลิโกฟรุกโตส พบมากในรากชิโครี อาร์ติโชก หัวหอม หัวหอมใหญ่ ต้นหอม กระเทียม ถั่วเหลือง หน่อไม้ฝรั่ง มะเขือเทศ หรือกล้วย 


บทความจาก เดลินิวส์ วันอังคาร ที่ 29 ธันวาคม 2552

ตั้งค่าระบบขับถ่าย

ดูและระบบขับถ่ายเราให้ดีสุขภาพก็จะดีด้วย โดยหลังจากการรับประทานอาหารสู่ระบบการย่อยที่เริ่มจากปาก กระเพาะ ลำไส้เล็ก ไปถึงลำไส้ใหญ่ อวัยวะยาว 5-7 ฟุต รับหน้าที่ย่อยอาหารชนิดที่ย่อยไม่ได้ในอวัยวะก่อนหน้า หากเป็นน้ำหรือสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายก็จะถูกดูดซับไว้ และในทางตรงกันข้ามหากเป็นกากหรือของเสียก็จะถูกขับออกจากร่างกายภายใน 1-2 วัน แต่ถ้ามีอาการท้องผูกหรือไม่สามรถขับถ่ายได้ทุกวันเป็นกิจวัตร ของเสียคงค้างจากการย่อยสลายเหล่านั้นจะบูดเน่า กลายเป็นสารพิษที่ถูกดูดกลับเข้ากระแสเลือด ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอ นานวันเข้าอาจเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ สำหรับสัญญาณเตือนจากร่างกายที่บ่งบอกว่า คุณควรดูแลระบบขับถ่ายเสียใหม่ คือ ระบบ ขับถ่ายไม่ดี ท้องผูก เป็นริดสีดวงทวาร ปวดท้อง ท้องเสียบ่อย ลำไส้อักเสบ ผิวพรรณหมองคล้ำ ไม่สดใส เป็นผดผื่น แพ้ง่าย เกิดแผลร้อนในบริเวณช่องปากเป็นประจำ มีกลิ่นปาก-กลิ่นตัว รู้สึกเบื่ออาหาร ท้องอืดและผายลมบ่อยครั้ง รวมทั้งปวดศีรษะ รู้สึกหวานๆ ร้อนๆ คล้ายจะเป็นไข้ และภูมิต้านทานต่ำ 


ในความเป็นจริงนั้น ภายในลำไส้จะมีจุลินทรีย์มากกว่า 400 ชนิด เป็นล้านล้านตัว ที่มีทั้งให้ประโยชน์และก่อให้เกิดโทษแก่ร่างกาย สำหรับชนิดที่มีประโยชน์ เช่น บิฟิโดแบคทีเรีย หรือแลคโตบาซิลไล สามารถช่วยป้องกันสารพิษไม่ให้ร่างกายดูดกลับสู่กระแสเลือด รวมทั้งคอยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน แย่งอาหารจากจุลินทรีย์ตัวร้าย โดยจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์จะลดจำนวนลงเมื่อมีอายุมากขึ้น รวมทั้งปัจจัยอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ก็มีสารอาหารบางอย่างช่วยเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ตัวดีได้
 
 บทความจาก เดลินิวส์ วันจันทร์ ที่ 28 ธันวาคม 2552

วันศุกร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2553

คลอโรฟิลส์ Cholrophyll



คลอโรฟิลล์ ( Chlorophyll ) เป็นสารสีเขียวที่พบในพืชชั้นสูง และสาหร่ายสีเขียว ( Chlorella ) คลอโรฟิลล์ มีโครงสร้างของโมเลกุลจะคล้ายกับฮีม ( heme ) ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายนำไปใช้ในการสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ต่างกันที่สูตรโมเลกุล ของธาตุที่อยู่ตรงกลาง คือ คลอโรฟิลล์เป็นธาตุแมกนีเซียม ( Mg ) ขณะที่ฮีมเป็นธาตุเหล็ก ( Fe )

อย่างที่ทราบกันว่า คลอโรฟิลล์มีในผักใบเขียว นักวิทยาศาสตร์ ได้ค้นพบมานานแล้ว ว่า การรับประทานผัก สามารถลดอุบัติการณ์ของมะเร็งจำนวนมาก ซึ่งส่วนมากพบว่า กลไกต้านมะเร็งนี้เกิดจาก การต้านอนุมูลอิสระ เมื่อแยกสารต้านอนุมูลอิสระเหล่าออกมาวิจัย  ก็พบว่า สามารถยับยั้งการก่อมะเร็งได้จริง แต่ก็มีผู้สงสัยว่า ถ้าเราสกัดแยกแต่คลอโรฟิลล์ออกมา จะยังมีส่วนช่วยในการลดมะเร็งหรือไม่  สารสกัดคลอโรฟิลล์ที่สามารถสกัดแยกออกมานั้น ในรูปของที่รับประทานเป็นอาหาร ( Food grade ) มีความปลอดภัย และรับประทานกันเป็นอาหารสุขภาพทั่วโลก เป็นชนิดที่ละลายในน้ำได้  คือเป็นองค์ประกอบของธาตุ โซเดียม และคอปเปอร์ ( ซึ่งทั้งสองธาตุนี้ก็เป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ในร่างกายของเรา )  กับอนุพันธุ์ของ คลอโรฟิลล์ ที่มีชื่อว่า คลอโรฟิลิน ( Chlorophyllin ) เมื่อทำการวิจัยก็พบว่า คลอโรฟิลินมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระเช่นกัน 

Slimm-Fitt (สลิมม์-ฟิตต์) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สารสกัดจากส้มแขก ผสม แอล-คาร์นิทีน และโครเมียม ชนิดผง ตรา กิฟฟารีน



ส้มแขก( Garcenia Cambogia)
เป็นพืชพื้นบ้านดั้งเดิมของไทย ที่นิยมใช้ในการประกอบอาหารมาเป็นเวลานานแล้ว ลักษณะของผลส้มแขก จะคล้ายฟักทองขนาดเล็ก มีมากทางภาคใต้ ซึ่งมีการนำมาปรุงเป็นอาหารโดย ใช้เพิ่มรสเปรี้ยวให้อาหาร(ดูรูปประกอบ)

หลินจือ Ling Zhi



ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ganoderma lucidum (Fr.) Karst
ชื่อพ้อง : Polyporus lucidum Fr.
วงศ์ : Ganodermataceae
ชื่ออื่นๆ : เห็ดจวัดงู, เห็ดนางกวัก, เห็ดหมื่นปี, เห็ดอมตะ, เห็ดกะด้าง, เห็ดไม้
ชื่อสามัญ : Ling Zhi

ตำนานความเชื่อเกี่ยวกัยเห็ดหลินจือ 

มื่อเอ่ยถึงเห็ดหลินจือตามตำนานในคัมภีร์โบราณของจีน "เสินหนงเปินเฉ่า" กล่าวไว้ว่า เห็ดหลินจือเป็นเจ้าแห่งชีวจิต (Spiritual essence) มีพลังมหัศจรรย์ บำรุงร่างกายใช้เป็นยาอายุวัฒนะในการยืดอายุออกไปให้ยืนยาว ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และยังสามารถรักษาโรคต่างๆ ได้อย่างกว้างขวาง
ชาวจีนโบราณยกย่องให้เห็ดหลินจือว่าดีที่สุดในหมู่สมุนไพรจีน นอกจากมีสรรพคุณดีแล้วยังปลอดภัยไม่มีพิษใดๆ ต่อร่างกาย
ชาวจีน โบราณยกย่องให้เห็ดหลินจืด เป็นเห็ดสิริมงคลสัญลักษณ์ แห่งชีวิตและโชคลาภ ดังจะเห็นได้จากบรรดารูปปั้นเทพเจ้า "ฮก ลก ซิ่ว" ที่มีความหมายถึง ความเป็นสิริมงคลทั้งสิ้น จะเห็นได้ว่ามีเทพเจ้าบางองค์ถือดอกเห็ดหลินจืออยู่ในมืออุปมา ดังคุณธรรมอันสูงส่งแก่ผู้มีไว้ครอบครอง

กวาวเครือแดง Butea supeba



กวาว เครือแดง ( Butea supeba ) เป็นกวาวเครือสำหรับบุรุษเพศ โดยมีสรรพคุณไปในด้านบำรุงร่างกาย และสุขภาพให้แข็งแรง เป็นสมุนไพรอายุวัฒนะ ส่งเสริมสมรรถนะทางเพศ

สรรพคุณกวาวเครือ ในตำราแพทย์แผนโบราณ
ตำรา แผนโบราณได้กล่าว ถึงสรรพคุณของกวาวเครือไว้ในด้านบำรุงร่างกาย โดยรวม ทั้งกวาวเครือขาวและแดงไว้อย่างเดียวกัน ดังนี้ " คนอ่อนเพลีย ผอมแห้ง แรงน้อย นอนไม่หลับ กินไม่ได้ กินยานี้ 20-30 วัน โรคอ่อนเพลียหายสิ้น นอนหลับสบาย เดินไปมาได้ตามปกติ กวาวเครือบำรุงโลหิต บำรุงสมอง บำรุงกำลัง ชายกินแล้วนมแตกพานแข็งเหมือนเด็กหนุ่ม มีกล้าม เนื้อหนังเต่งตึง ท่านห้ามเด็กหนุ่มสาวกิน ตำผงกินกับน้ำนมวัว หัวคิดสมองปลอดโปร่ง ทรงจำตำราโหราศาสตร์ได้ถึง 3 คัมภีร์ เนื้อหนังจะนิ่มนวลดุจเด็ก 6 ขวบ อายุจะยืนถึง 3,000 กว่าปี โรคาพยาธิจะไม่มาเบียดเบียนเลย รับประทานกับน้ำข้าวที่เช็ดไว้ให้เปรี้ยว จะมีเนื้อหนังนิ่มนวลดุจเทพธิดา

วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553

กาวเครือขาว



กวาวเครือขาว  ( Pueraria mirifica ) เป็นสมุนไพรที่กล่าวได้ว่า เป็นราชินีสมุนไพรไทยโดยแท้  มีชื่อเสียงมานานนับร้อยปี สรรพคุณโดยรวมจะเน้นไปใน การทำให้ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะสตรีวัยทอง  กลับสดชื่น กลับมาเป็นสาว นอกจากนี้ กวาวเครือยังสนับสนุนความเป็นผู้หญิง ไปในทำนองให้สวยงามขึ้น และบำรุงอวัยวะภายใน ไปในทางที่ ส่งเสริมวัยเจริญพันธ์

สรรพคุณกวาวเครือ ในตำราแพทย์แผนโบราณ
     ตำราแผนโบราณได้กล่าวไว้ดังนี้ " คนอ่อนเพลีย ผอมแห้ง แรงน้อย นอนไม่หลับ กินไม่ได้  กินยานี้ 20-30 วัน โรคอ่อนเพลียหายสิ้น นอนหลับสบาย  เดินไปมาได้ตามปกติ  กวาวเครือบำรุงโลหิต บำรุงสมอง บำรุงกำลัง หญิงอายุ 70-80 ปี  กินแล้วอ้วนท้วนสมบูรณ์ กลับมีระดูอย่างสาว นมมีไตแข็งขึ้นอีก  ชายกินแล้วนมแตกพานแข็งเหมือนเด็กหนุ่ม มีกล้าม เนื้อหนังเต่งตึง ท่านห้ามเด็กหนุ่มสาวกิน   ตำผงกินกับน้ำนมวัว หัวคิดสมองปลอดโปร่ง    ทรงจำตำราโหราศาสตร์ได้ถึง 3 คัมภีร์  เนื้อหนังจะนิ่มนวลดุจเด็ก  6  ขวบ  อายุจะยืนถึง 3,000 กว่าปี  โรคาพยาธิจะไม่มาเบียดเบียนเลย  รับประทานกับน้ำข้าวที่เช็ดไว้ให้เปรี้ยว จะมีเนื้อหนังนิ่มนวลดุจเทพธิดา รับประทานกับน้ำมันเนยหรือน้ำผึ้ง จะอายุยืน ท่องโหราศาสตร์ได้ 3 คัมภีร์  จะรับรองมาตุคามได้ถึงพันคน ( น่าจะเป็นกวาวเครือแดง ) รับประทานกับนมเปรี้ยว อายุยืน ผมไม่ขาว  ฟันไม่หลุด  เนื้อหนังไม่ย่น รับประทานกับตรีผลา (มะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก)  จักษุที่มัวหรือมีฝ้า แลไม่เห็นก็จะเห็น แช่นมควายทาผม ผมจะงอกดี ผมขาวจะดำ ทาผมด้วยน้ำมันงา ผมจะไม่ขาว เนื้อหนังจะไม่ย่น โรคาพยาธิทุกจำพวกจะไม่มีเลย  แช่น้ำนมทา คนที่เสียจักษุโดยมีฝ้าปิด 6 เดือน  จะกลับเห็นดีตามเดิม ( อ้างอิงที่ 1 )

สารสำคัญในกวาวเครือ
สาร สำคัญ ที่พบในกวาวเครือขาวมีมากมาย ที่เด่น ๆ ได้แก่  miroestrol, daidzein, genistin, puerarin, สารต่าง ๆ เหล่านี้หลายชนิดมีคุณสมบัติเป็น ไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogen) คือเป็นเอสโตรเจนที่ได้จากพืช และออกฤทธิ์เช่นเดียวกับเอสโตรเจนทุกประการ โดยออกฤทธิ์ที่ตัวรับ  ( receptor ) เดียวกับเอสโตรเจน สารไฟโตรเอสโตรเจน พบมากในถั่วเหลือง และมีรายงานมากมายว่า สามารถมีฤทธิ์ลดการสร้างอนุมูลอิสระ  ( Anti- oxidant )  ซึ่งอาจต้านมะเร็งและช่วยในโรคหัวใจ และมีรายงานว่าการทานธัญพืชและพืชตระกูลถั่วเหลืองสามารถลดอุบัติการณ์ มะเร็งเต้านม ต่อมลูกหมาก และลำไส้ใหญ่ และช่วยให้โรคหัวใจดีขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่อาจสรุปได้ว่าการใช้กวาวเครือสามารถจะลดมะเร็งหรือ ป้องกันมะเร็ง ได้ แต่ก็มีงานวิจัยว่ากวาวเครือขาวไม่มีผลส่งเสริมต่อการเจริญเติบโตของเซลล์ มะเร็งเต้านมหลายชนิด   และยังอาจยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมบางชนิดได้ด้วย