แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหารเสริม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหารเสริม แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2554

วิตามินชนิดที่ละลายในไขมัน(Fat-Soluble Vitamins)







วิตามินชนิดที่ละลายในไขมัน

วิตามินเอ เป็นวิตามินที่ทำหน้าที่ปกป้องเยื่อบุต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น เยื่อบุลำไส้ เยื่อบุทางเดินหายใจ เป็นต้น เมื่อขาดวิตามินเอ เยื่อบุต่างๆ จะเหี่ยวฝ่อ ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่อวัยวะต่าง ๆ ได้ง่าย ซึ่งวิตามินเอจะช่วยให้ระบบภูมิต้านทานแข็งแรง และยังช่วยให้สามารถมองเห็นในที่มืดได้ดี ถ้าขาดวิตามินเอจะทำให้การปรับตัวของตาในที่มืดไม่ดี คนสมัยก่อนเรียกอาการดังกล่าวว่า “ตามัวตาฟาง” และวิตามินเอยังมีบทบาทช่วยในการเจริญเติบโตของอวัยวะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อ กระดูก สมอง และอื่นๆ นอกจากนี้ยังพบว่าวิตามินเอเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย ซึ่งการขาดวิตามินเอทำให้ภูมิต้านทานอ่อนแอ มองเห็นไม่ดีในเวลากลางคืน ติดเชื้อง่าย และในเด็กเล็กหากขาดวิตามินเออย่างรุนแรงจะทำให้เสียชีวิตได้ ในทางตรงกันข้าม หากได้รับในปริมาณมากเกินไปจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ เวียนศีรษะ ผิวแห้ง ผมร่วง ถ้าเป็นในเด็กจะทำให้ปวดกระดูก สำหรับหญิงมีครรภ์ถ้าได้รับวิตามินเอมากเกินไปจะทำให้แท้งได้
    เมื่อรู้จักวิตามินเอก็ต้องรู้จักเบตา-แคโรทีนควบ คู่ไปด้วย เพราะเบตา-แคโรทีนคือสารตั้งต้นของวิตามินเอ เมื่อกินอาหารที่มีเบตา-แคโรทีน ร่างกายของเราจะเปลี่ยนเบตา-แคโรทีนให้เป็นวิตามินเอได้ ในแต่ละวันร่างกายต้องการวิตามินเอ 800 ไมโครกรัม อาร์อี หรือ 2,664 หน่วยสากล หากเป็นเบตา-แคโรทีนจะเท่ากับ 4,800 ไมโครกรัม (จากเอกสาร “สารอาหารที่แนะนำให้บริโภคประจำวันสำหรับคนไทยอายุ 6 ปีขึ้นไป” จัดทำโดยคณะอนุกรรมการพิจารณาการแสดงคุณค่าทางโภชนาการบนฉลากของอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข)
    อาหารที่ให้วิตามินเอสูง ได้แก่ ตับสัตว์ทุกชนิด เครื่องในสัตว์ ไข่ นม เป็นต้น ส่วนเบตา-แคโรทีนพบมากในพืชผักผลไม้สีเหลืองและสีส้มแดง เช่น มะละกอ แครอต ผักหวาน ผักชีฝรั่ง ตำลึง ฟักทอง ผักกระเฉด ใบชะพลู มะเขือเทศ ผักบุ้ง คะน้า เป็นต้น
    การกินอาหารที่กล่าวมาข้างต้นจะช่วยให้ได้รับ วิตามินเอหรือเบตา-แคโรทีน โดยควรกินควบคู่กับอาหารที่มีไขมันด้วย จะช่วยให้ร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ดี ซึ่งการกินอาหารธรรมชาติดังกล่าวนี้จะไม่ทำให้ได้รับวิตามินเอมากเกินความ ต้องการของร่างกาย แต่หากกินในรูปของเม็ดยาหรือในรูปของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอาจทำให้ได้รับใน ปริมาณมากเกินไป และวิตามินชนิดนี้ถ้าร่างกายใช้ไม่หมดก็จะสะสมไว้ในร่างกาย ไม่สามารถขับทิ้งได้ง่ายเหมือนวิตามินที่ละลายในน้ำ นอกจากนี้ในต่างประเทศมีรายงานว่าพบผู้ที่กินเบตา-แคโรทีนในรูปของผลิตภัณฑ์ เสริมอาหารเป็นมะเร็งที่ปอดด้วย

    วิตามินดี เป็นวิตามินที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการสร้างกระดูก การดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสไปใช้ในร่างกาย จึงช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง ในแต่ละวันร่างกายต้องการวิตามินดีเพียง 5 ไมโครกรัม หรือ 200 หน่วยสากล ซึ่งนับว่าต้องการในปริมาณที่น้อยมาก และร่างกายของคนเรายังสามารถสังเคราะห์วิตามินดีได้เองจากแสงแดดอ่อน ๆ คนไทยเราโชคดีที่บ้านเรามีแสงแดดมาก จึงไม่ต้องกังวลว่าจะขาดวิตามินดี ยกเว้นในคนที่ไม่ได้รับหรือไม่ถูกแสงแดดเลย ซึ่งก็เป็นไปได้ยาก เพราะนอกจากร่างกายจะสังเคราะห์วิตามินดีได้จากแสงแดดแล้ว ในอาหารที่เรากินกัน เช่น ไข่แดง นม ปลาที่มีไขมัน ตลอดจนธัญพืช ก็มีวิตามินดีอยู่มาก คนไทยจึงไม่ควรกังวลว่าจะขาดวิตามินดีเหมือนชาติตะวันตกที่ประเทศเขาไม่ค่อย มีแสงแดด นอกจากนี้การได้รับวิตามินดีสูงเกินไปอาจทำให้มีแคลเซียมตกตะกอนเป็นหินปูน เกาะอยู่ที่ไต (นิ่วในไต) ได้

    วิตามินอี เป็นวิตามินอีกชนิดหนึ่งที่มีคนให้ความสนใจค่อนข้างมาก มีหน้าที่สำคัญคือช่วยให้เยื่อบุและเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น เพราะวิตามินอีจะทำให้ผนังเซลล์ทนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมได้ดี ในแต่ละวันร่างกายต้องการวิตามินอีเพียง 10 มิลลิกรัม อัลฟา ที อี หรือ 15 หน่วยสากล ซึ่งเป็นปริมาณที่น้อยมาก แต่ก็ขาดไม่ได้ เพราะถ้าขาดจะทำให้เกิดอาการผิดปกติของอวัยวะสืบพันธุ์ ระบบประสาท และการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด ในทางกลับกัน หากได้รับมากเกินไป 30- 200 เท่าของปริมาณที่แนะนำ และกินติดต่อกันเป็นเวลานานๆ จะทำให้มีอาการเริ่มตั้งแต่ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ ซึม จนกระทั่งริมฝีปากอักเสบ และกล้ามเนื้อไม่มีแรง นอกจากนี้ยังมีรายงานการวิจัยพบว่าการกินวิตามินอีในปริมาณสูงกว่าที่แนะนำ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นอัมพาตได้ ซึ่งการได้รับวิตามินอีในปริมาณสูงๆ นั้นจะเกิดขึ้นได้จากการกินในรูปของเม็ดยา เพราะหากได้รับจากอาหารจะไม่ทำให้ร่างกายได้รับวิตามินอีมากเกินไปจนเกิด ความเสี่ยงต่อสุขภาพ
    อาหารที่มีวิตามินอีสูงคือน้ำมันพืชต่าง ๆ เช่น น้ำมันจากจมูกข้าวสาลี น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน น้ำมันจากเมล็ดฝ้าย น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด เป็นต้น ดังนั้นหากใช้น้ำมันพืชดังกล่าวปรุงอาหารเป็นประจำก็ไม่ต้องกังวลว่าจะขาด วิตามินอี นอกจากนี้ในท้องตลาดปัจจุบันยังพบว่ามีการเสริมวิตามินอีในน้ำมันปาล์มด้วย
    วิตามินอีได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ในปัจจุบันนอกจากจะพบว่ามีการเสริมวิตามินอีในอาหารหรือผลิตออกจำหน่ายในรูป เม็ดยาแล้ว ยังมีการเสริมวิตามินอีลงในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่าง ๆ อีกด้วย ซึ่งจริง ๆ แล้วแทบไม่พบปัญหาการขาดวิตามินอีในคนไทย ยกเว้นในคนที่มีลำไส้ผิดปกติในการดูดซึมซึ่งไม่สามารถดูดซึมไขมันได้ จะทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมวิตามินอีไปใช้ได้ เพราะวิตามินอีเป็นวิตามินชนิดละลายในไขมัน นอกจากนี้อาจพบได้ในทารกที่คลอดก่อนกำหนด เนื่องจากร่างกายทารกยังมีการสะสมวิตามินอีได้น้อย ดังนั้นคนปกติทั่วไปจึงไม่ควรกังวลว่าจะขาดวิตามินอี และถ้าคิดจะซื้อวิตามินอีในรูปของเม็ดยามากินควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง

    วิตามินเค เป็นวิตามินที่มีคนรู้จักและกล่าวถึงน้อยกว่าวิตามินชนิดอื่นที่กล่าวมา มีหน้าที่สำคัญคือช่วยทำให้เลือดแข็งตัว และช่วยสร้างโปรตีนชนิดที่มีหน้าที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก ในแต่ละวันร่างกายต้องการวิตามินเคเพียง 80 ไมโครกรัม ซึ่งนอกจากอาหารประเภทใบเขียวเข้ม เช่น คะน้า ผักโขม ที่มีวิตามินเคแล้ว ยังพบได้ในตับสัตว์และเนย รวมทั้งแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ของคนเรายังสามารถสังเคราะห์วิตามินเคได้อีก ด้วย ดังนั้นจึงไม่ควรกังวลว่าจะขาดวิตามินเค ยกเว้นในกลุ่มคนบางกลุ่ม เช่น ทารกที่คลอดก่อนกำหนด ร่างกายยังสะสมวิตามินเคได้น้อย เมื่อคลอดออกมาแพทย์ก็จะฉีดวิตามินเคให้ คุณพ่อคุณแม่ที่มีทารกคลอดก่อนกำหนดจึงไม่ต้องวิตกว่าลูกของตนจะขาดวิตามิ นเค และผู้ที่จะมีปัญหาอีกกลุ่มคือผู้ป่วยที่มีความผิดปกติในการดูดซึมไขมัน จึงทำให้ไม่สามารถดูดซึมวิตามินเคได้ เนื่องจากวิตามินเคเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน จึงต้องมีไขมันเป็นตัวนำเพื่อให้ร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เมื่อร่างกายมีปัญหาการดูดซึมไขมันจึงดูดซึมวิตามินเคไม่ได้ ส่งผลให้ขาดวิตามินเค นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคน ที่ควรจะได้รับวิตามินเคมากกว่าคนปกติทั่วไป เพราะเสี่ยงต่อการขาดวิตามินเค คือผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ผู้ที่เป็นโรคตับ ได้แก่ ดีซ่าน ตับแข็ง ซึ่งควรได้รับวิตามินเคมากกว่าคนทั่วไป
    

References

   วิตามิน...กินให้เป็น (ตอนที่ 2) http://www.tistr-foodprocess.net/food_health/food_health19.htm

     http://www.ext.colostate.edu/pubs/foodnut/09315.html

วันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เจียวกู้หลาน หรือ เจียวกู่หลาน ( JIAOGULAN )




เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ เจียวกู่หลาน

เจียวกู่หลาน มีอีกชื่อว่า “ปัญจขันธ์” ได้รับคัดเลือกเป็นสมุนไพรแห่งปี 2548 ร่วมกับฟ้าทะลายโจร จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
เจียวกู่หลาน มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Gynostemma pentaphyllum จัดเป็นพืชสมุนไพรชนิดเถา มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเชียตะวันออก และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ พบตั้งแต่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย เนปาล ศรีลังกา พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ฯลฯ ในประเทศจีนใช้แก้ไอ รักษาอาการอักเสบ ขับเสมหะ รักษาอาการหลอดลมเรื้อรัง และตับอักเสบจากการติดเชื้อ ในการแพทย์พื้นบ้านของญี่ปุ่น ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ลดไข้ แก้อักเสบ และบำรุงกำลัง สมุนไพรชนิดนี้มีประวัติการใช้มายาวนานในประเทศจีน และญี่ปุ่น ทั้งเป็นยาและเป็นอาหารเสริมสุขภาพ (อ้างอิงที่ 1)

มะรุม


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ มะรุม

มะรุมเป็นพืชสมุนไพรที่ใช้ เป็นอาหารอยู่ในหลายประเทศ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Moringa oleifera Lamk มะรุมมีชื่อเรียกต่าง ๆ คือ “drum stick tree” “horse radish tree” “kelor tree” ส่วนต่าง ๆ ที่ใช้รับประทานคือ ใบ ผล ดอก และฝักอ่อน สำหรับในประเทศไทย นิยมใช้ฝักมะรุมปรุงอาหารในรูปของแกงส้ม แกงอ่อม
การใช้ประโยชน์ทางยา พบว่า เกือบจะทุก ๆ ส่วนของต้นมะรุม มีการนำไปใช้ทางยาในแถบเอเชียใต้ ส่วนที่ใช้คือ ราก เปลือกต้น กัม (gum) ใบ ผล (ฝัก) ดอก เมล็ด และน้ำมันจากเมล็ด (อ้างอิงที่ 1) ในตำรายาพื้นบ้าน ใช้ใบมะรุมพอกแผลช่วยห้ามเลือด ทำให้นอนหลับ เป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ และช่วยแก้ไข้ ใช้ส่วนดอกและผลเป็นยาบำรุง ขับปัสสาวะ และแก้ไข้ ใช้ส่วนเมล็ดบดพอกแก้ปวดข้อตามข้อ และแก้ไข้ (อ้างอิงที่ 2) มีรายงานกล่าวถึงการนำพืชนี้มาใช้เป็นยาครอบจักรวาล (panacea) (อ้างอิงที่ 3)
ในภาพรวมของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการวิจัยในระดับเซลล์และสัตว์ทดลองพบว่า มะรุมมีฤทธิ์ที่น่าสนใจมากมาย เช่น ฤทธิ์ลดความดันโลหิต ต้านการเกิดเนื้องอก ต้านมะเร็ง ลดระดับโคเลสเตอรอล ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ป้องกันตับอักเสบ ต้านออกซิเดชัน ต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดระดับน้ำตาล และฤทธิ์ต้านการอักเสบ

สำหรับงานวิจัยที่น่าสนใจในสัตว์ทดลองมีโดยย่อดังนี้
ฤทธิ์ลดความดันโลหิต
สารสกัดน้ำและเอทานอลของใบมะรุม สารสกัดเอทานอลของผลและฝัก สารในกลุ่ม glycosides ในสารสกัดเมทานอลของฝักแห้งและเมล็ด แสดงฤทธิ์ลดความดันโลหิตในสุนัขและหนูแรท

วันพุธที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2553

น้ำมันจมูกข้าวและรำข้าว


ประโยชน์ของน้ำมันรำข้าวจมูกข้าว

1. ป้องกันโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดตีบตัน ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี
Gamma-Oryzanol,Phytosterol,Tocopherol,
Tocotrienol,Oleic Acid (Omega 9) ซึ่งสารดังกล่าวข้างต้น
- ช่วยลดคลอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี (LDL-Low Density Lipoprotein)
- ช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride)
- ช่วยเพิ่มระดับของ HDL.(High Density Lipoprotein) ซึ่งเป็นคลอเรสเตอรอลที่มีประโยชน์ต่อร่างกา มีผลทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตในร่างกายทำงานเป็นปกติ อวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ,สมอง,ตับ,ไต ฯลฯทำงานได้ดีขึ้น ทำให้สามารถป้องกันการเกิดโรคหัวใจ และกลุ่มโรคหลอดเลือดตีบตันได้ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด,หัวใจวาย ,อัมพาต,อัมพฤกษ์ เป็นต้น

2. ป้องกันโรคเบาหวาน ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี ธาตุโครเมียม ซึ่งธาตุนี้เมื่อร่างกายดูดซึม
เข้า สู่ระบบไหลเวียนโลหิต จะทำหน้าที่ในการจับฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้ฮอร์โมนอินซูลิน คงตัวได้นานเกาะตามเซลล์ต่างๆของกล้ามเนื้อ ทำให้ฮอร์โมนอินซูลินมีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานควบคุมได้ง่ายขึ้น

3. ป้องกันโรคมะเร็ง ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี กลุ่มวิตามินอี
(Tocopherol,Tocotrienol), สเตอรอลจากพืช (Phytosterol),แกมม่า-โอไรซานอล (Gamma-Oryzanol) ซึ่งสารดังกล่าวข้างต้น มีสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-Oxidant) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็ง

4. ป้องกันโรคสายตา ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี โปรวิตามินเอ - เบต้าแคโรทีน ซึ่งสามารถป้องกันโรคที่เกิดจากการขาดวิตามินเอได้ โดยเฉพาะโรคน้ำตาแห้ง เป็นต้น นอกจากนี้ยังบำรุงเส้นผมให้ดกดำเป็นเงางามและมีสุขภาพเล็บที่ดี

5. ป้องกันโรคสมองเสื่อม ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี Omega3 ,กลุ่มวิตามินอี,แกมม่า-โอโรซานอล,
Phospholipid ซึ่งสารดังกล่าวข้างต้น มีคุณสมบัติรักษาสมดุลของระบบประสาท บำรุงสมองเสริมความจำ ป้องกันโรคสมองเสื่อม และโรคอัลไซเมอร์

6. บำรุงผิวพรรณ ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี Linoleic Acid (Omega 6),Squalene (Ceramide Group)
ซึ่ง เป็นส่วนประกอบสำคัญของชั้นผิวหนัง ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวยืดหยุ่นลดริ้วรอย ป้องกันรังสี UV จากแสงแดด และช่วยปรับสภาพผิว ทำให้ดูขาวกระจ่างใส

7. ทำให้นอนหลับสบาย ในน้ำมันรำข้าวสกัดมีสารกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารเมลาโทนิน (Melatonin) ซึ่งช่วยทำให้นอนหลับสบาย ,ช่วยลดความเครียด

8. อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารที่ช่วยบำรุงร่างกาย ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี
วิตามิน และแร่ธาตุมากมาย เช่น โครเมียม,แมกนีเซียม,แมงกานีส,สังกะสี,ซีลิเนียม,เหล็ก,โปแตสเซียม ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของระบบหัวใจ ,ระบบประสาท ,ระบบสมอง และอวัยวะอื่นๆ

9.ทำ ให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี สาร Policosanol (โพลิโคซานอล) ซึ่งสารตัวนี้ ทำหน้าที่เป็น Anti-platelet agent ซึ่งเป็นสารป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด ช่วยให้ผู้ป่วยโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือด มีระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น

*** ข้อควรระวัง
เวลา เลือกซื้อให้ลองกัดชิมน้ำมันรำข้าจมูกข้าวที่ดีต้องมีรสหวาน ไม่เหม็นหืนเพราะขั้นตอนการผลิตเป็นหัวใจสำคัญ คือ ต้องนำข้าวที่ผ่านการขัดสีไม่เกิน 24 ชั่วโมงมาผลิต(มีเครื่องตรวจความสดของรำและจมูกข้าว)

วันศุกร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2553

คลอโรฟิลส์ Cholrophyll



คลอโรฟิลล์ ( Chlorophyll ) เป็นสารสีเขียวที่พบในพืชชั้นสูง และสาหร่ายสีเขียว ( Chlorella ) คลอโรฟิลล์ มีโครงสร้างของโมเลกุลจะคล้ายกับฮีม ( heme ) ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายนำไปใช้ในการสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ต่างกันที่สูตรโมเลกุล ของธาตุที่อยู่ตรงกลาง คือ คลอโรฟิลล์เป็นธาตุแมกนีเซียม ( Mg ) ขณะที่ฮีมเป็นธาตุเหล็ก ( Fe )

อย่างที่ทราบกันว่า คลอโรฟิลล์มีในผักใบเขียว นักวิทยาศาสตร์ ได้ค้นพบมานานแล้ว ว่า การรับประทานผัก สามารถลดอุบัติการณ์ของมะเร็งจำนวนมาก ซึ่งส่วนมากพบว่า กลไกต้านมะเร็งนี้เกิดจาก การต้านอนุมูลอิสระ เมื่อแยกสารต้านอนุมูลอิสระเหล่าออกมาวิจัย  ก็พบว่า สามารถยับยั้งการก่อมะเร็งได้จริง แต่ก็มีผู้สงสัยว่า ถ้าเราสกัดแยกแต่คลอโรฟิลล์ออกมา จะยังมีส่วนช่วยในการลดมะเร็งหรือไม่  สารสกัดคลอโรฟิลล์ที่สามารถสกัดแยกออกมานั้น ในรูปของที่รับประทานเป็นอาหาร ( Food grade ) มีความปลอดภัย และรับประทานกันเป็นอาหารสุขภาพทั่วโลก เป็นชนิดที่ละลายในน้ำได้  คือเป็นองค์ประกอบของธาตุ โซเดียม และคอปเปอร์ ( ซึ่งทั้งสองธาตุนี้ก็เป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ในร่างกายของเรา )  กับอนุพันธุ์ของ คลอโรฟิลล์ ที่มีชื่อว่า คลอโรฟิลิน ( Chlorophyllin ) เมื่อทำการวิจัยก็พบว่า คลอโรฟิลินมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระเช่นกัน 

Slimm-Fitt (สลิมม์-ฟิตต์) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สารสกัดจากส้มแขก ผสม แอล-คาร์นิทีน และโครเมียม ชนิดผง ตรา กิฟฟารีน



ส้มแขก( Garcenia Cambogia)
เป็นพืชพื้นบ้านดั้งเดิมของไทย ที่นิยมใช้ในการประกอบอาหารมาเป็นเวลานานแล้ว ลักษณะของผลส้มแขก จะคล้ายฟักทองขนาดเล็ก มีมากทางภาคใต้ ซึ่งมีการนำมาปรุงเป็นอาหารโดย ใช้เพิ่มรสเปรี้ยวให้อาหาร(ดูรูปประกอบ)

หลินจือ Ling Zhi



ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ganoderma lucidum (Fr.) Karst
ชื่อพ้อง : Polyporus lucidum Fr.
วงศ์ : Ganodermataceae
ชื่ออื่นๆ : เห็ดจวัดงู, เห็ดนางกวัก, เห็ดหมื่นปี, เห็ดอมตะ, เห็ดกะด้าง, เห็ดไม้
ชื่อสามัญ : Ling Zhi

ตำนานความเชื่อเกี่ยวกัยเห็ดหลินจือ 

มื่อเอ่ยถึงเห็ดหลินจือตามตำนานในคัมภีร์โบราณของจีน "เสินหนงเปินเฉ่า" กล่าวไว้ว่า เห็ดหลินจือเป็นเจ้าแห่งชีวจิต (Spiritual essence) มีพลังมหัศจรรย์ บำรุงร่างกายใช้เป็นยาอายุวัฒนะในการยืดอายุออกไปให้ยืนยาว ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และยังสามารถรักษาโรคต่างๆ ได้อย่างกว้างขวาง
ชาวจีนโบราณยกย่องให้เห็ดหลินจือว่าดีที่สุดในหมู่สมุนไพรจีน นอกจากมีสรรพคุณดีแล้วยังปลอดภัยไม่มีพิษใดๆ ต่อร่างกาย
ชาวจีน โบราณยกย่องให้เห็ดหลินจืด เป็นเห็ดสิริมงคลสัญลักษณ์ แห่งชีวิตและโชคลาภ ดังจะเห็นได้จากบรรดารูปปั้นเทพเจ้า "ฮก ลก ซิ่ว" ที่มีความหมายถึง ความเป็นสิริมงคลทั้งสิ้น จะเห็นได้ว่ามีเทพเจ้าบางองค์ถือดอกเห็ดหลินจืออยู่ในมืออุปมา ดังคุณธรรมอันสูงส่งแก่ผู้มีไว้ครอบครอง

กวาวเครือแดง Butea supeba



กวาว เครือแดง ( Butea supeba ) เป็นกวาวเครือสำหรับบุรุษเพศ โดยมีสรรพคุณไปในด้านบำรุงร่างกาย และสุขภาพให้แข็งแรง เป็นสมุนไพรอายุวัฒนะ ส่งเสริมสมรรถนะทางเพศ

สรรพคุณกวาวเครือ ในตำราแพทย์แผนโบราณ
ตำรา แผนโบราณได้กล่าว ถึงสรรพคุณของกวาวเครือไว้ในด้านบำรุงร่างกาย โดยรวม ทั้งกวาวเครือขาวและแดงไว้อย่างเดียวกัน ดังนี้ " คนอ่อนเพลีย ผอมแห้ง แรงน้อย นอนไม่หลับ กินไม่ได้ กินยานี้ 20-30 วัน โรคอ่อนเพลียหายสิ้น นอนหลับสบาย เดินไปมาได้ตามปกติ กวาวเครือบำรุงโลหิต บำรุงสมอง บำรุงกำลัง ชายกินแล้วนมแตกพานแข็งเหมือนเด็กหนุ่ม มีกล้าม เนื้อหนังเต่งตึง ท่านห้ามเด็กหนุ่มสาวกิน ตำผงกินกับน้ำนมวัว หัวคิดสมองปลอดโปร่ง ทรงจำตำราโหราศาสตร์ได้ถึง 3 คัมภีร์ เนื้อหนังจะนิ่มนวลดุจเด็ก 6 ขวบ อายุจะยืนถึง 3,000 กว่าปี โรคาพยาธิจะไม่มาเบียดเบียนเลย รับประทานกับน้ำข้าวที่เช็ดไว้ให้เปรี้ยว จะมีเนื้อหนังนิ่มนวลดุจเทพธิดา

วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553

กาวเครือขาว



กวาวเครือขาว  ( Pueraria mirifica ) เป็นสมุนไพรที่กล่าวได้ว่า เป็นราชินีสมุนไพรไทยโดยแท้  มีชื่อเสียงมานานนับร้อยปี สรรพคุณโดยรวมจะเน้นไปใน การทำให้ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะสตรีวัยทอง  กลับสดชื่น กลับมาเป็นสาว นอกจากนี้ กวาวเครือยังสนับสนุนความเป็นผู้หญิง ไปในทำนองให้สวยงามขึ้น และบำรุงอวัยวะภายใน ไปในทางที่ ส่งเสริมวัยเจริญพันธ์

สรรพคุณกวาวเครือ ในตำราแพทย์แผนโบราณ
     ตำราแผนโบราณได้กล่าวไว้ดังนี้ " คนอ่อนเพลีย ผอมแห้ง แรงน้อย นอนไม่หลับ กินไม่ได้  กินยานี้ 20-30 วัน โรคอ่อนเพลียหายสิ้น นอนหลับสบาย  เดินไปมาได้ตามปกติ  กวาวเครือบำรุงโลหิต บำรุงสมอง บำรุงกำลัง หญิงอายุ 70-80 ปี  กินแล้วอ้วนท้วนสมบูรณ์ กลับมีระดูอย่างสาว นมมีไตแข็งขึ้นอีก  ชายกินแล้วนมแตกพานแข็งเหมือนเด็กหนุ่ม มีกล้าม เนื้อหนังเต่งตึง ท่านห้ามเด็กหนุ่มสาวกิน   ตำผงกินกับน้ำนมวัว หัวคิดสมองปลอดโปร่ง    ทรงจำตำราโหราศาสตร์ได้ถึง 3 คัมภีร์  เนื้อหนังจะนิ่มนวลดุจเด็ก  6  ขวบ  อายุจะยืนถึง 3,000 กว่าปี  โรคาพยาธิจะไม่มาเบียดเบียนเลย  รับประทานกับน้ำข้าวที่เช็ดไว้ให้เปรี้ยว จะมีเนื้อหนังนิ่มนวลดุจเทพธิดา รับประทานกับน้ำมันเนยหรือน้ำผึ้ง จะอายุยืน ท่องโหราศาสตร์ได้ 3 คัมภีร์  จะรับรองมาตุคามได้ถึงพันคน ( น่าจะเป็นกวาวเครือแดง ) รับประทานกับนมเปรี้ยว อายุยืน ผมไม่ขาว  ฟันไม่หลุด  เนื้อหนังไม่ย่น รับประทานกับตรีผลา (มะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก)  จักษุที่มัวหรือมีฝ้า แลไม่เห็นก็จะเห็น แช่นมควายทาผม ผมจะงอกดี ผมขาวจะดำ ทาผมด้วยน้ำมันงา ผมจะไม่ขาว เนื้อหนังจะไม่ย่น โรคาพยาธิทุกจำพวกจะไม่มีเลย  แช่น้ำนมทา คนที่เสียจักษุโดยมีฝ้าปิด 6 เดือน  จะกลับเห็นดีตามเดิม ( อ้างอิงที่ 1 )

สารสำคัญในกวาวเครือ
สาร สำคัญ ที่พบในกวาวเครือขาวมีมากมาย ที่เด่น ๆ ได้แก่  miroestrol, daidzein, genistin, puerarin, สารต่าง ๆ เหล่านี้หลายชนิดมีคุณสมบัติเป็น ไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogen) คือเป็นเอสโตรเจนที่ได้จากพืช และออกฤทธิ์เช่นเดียวกับเอสโตรเจนทุกประการ โดยออกฤทธิ์ที่ตัวรับ  ( receptor ) เดียวกับเอสโตรเจน สารไฟโตรเอสโตรเจน พบมากในถั่วเหลือง และมีรายงานมากมายว่า สามารถมีฤทธิ์ลดการสร้างอนุมูลอิสระ  ( Anti- oxidant )  ซึ่งอาจต้านมะเร็งและช่วยในโรคหัวใจ และมีรายงานว่าการทานธัญพืชและพืชตระกูลถั่วเหลืองสามารถลดอุบัติการณ์ มะเร็งเต้านม ต่อมลูกหมาก และลำไส้ใหญ่ และช่วยให้โรคหัวใจดีขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่อาจสรุปได้ว่าการใช้กวาวเครือสามารถจะลดมะเร็งหรือ ป้องกันมะเร็ง ได้ แต่ก็มีงานวิจัยว่ากวาวเครือขาวไม่มีผลส่งเสริมต่อการเจริญเติบโตของเซลล์ มะเร็งเต้านมหลายชนิด   และยังอาจยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมบางชนิดได้ด้วย

วันพุธที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2552

น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส Primrose oil




น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสคืออะไร
พริม โรส (Primrose) มีถิ่นกำเนิดอยู่ในลาตินอเมริกา เป็นพืชในเขตหนาว ลำต้นสูง มีดอกสีเหลืองกลีบบาง ลักษณะของดอกจะเป็นก้านและดอกจะมีลักษณะแผ่กว้าง ในฝักของดอกพริมโรส (Primrose) จะมีเมล็ดสีน้ำตาล และมีน้ำมันชนิดหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส ออยส์ (Evening Primrose Oil) อยู่ในเมล็ด ซึ่งน้ำมันดังกล่าวนี้มีสารประกอบสำคัญ คือ กรดไขมันจำเป็นไม่อิ่มตัว (Essential Fatty Acid) ที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ชนิดโอเมก้า 6 ได้แก่ กรดไลโนเลอิก (Linoleic - LA) และกรดแกมมาไลโนเลนิก (Gamma Linolenic acid – GLA) ซึ่งทำหน้าที่เป็นองค์ประกอบหลักของเยื่อหุ้มเซลล์ (Cell membrane) มีคุณสมบัติในการป้องกันการสูญเสียน้ำของเซลล์ผิวหนัง ผิวจึงคงความชุ่มชื่น สดใส เปล่งปลั่ง และมีน้ำมีนวล

วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2552

วิตามินซี VITAMIN Cหรือ กรดแอสคอร์บิค (Ascorbic acid)



วิตามินซี VITAMIN Cหรือ กรดแอสคอร์บิค (Ascorbic acid) เป็นสารอาหารที่ละลายได้ในน้ำ ร่างกายไม่สามารถที่จะสร้างขึ้นเองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากการรับประทานเข้าไป วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยเพิ่มภูมิชีวิตได้เป็นอย่างดี เพราะสามารถป้องกันและรักษาการอักเสบอันเนื่องมาจากแบคทีเรียและไวรัสได้

ประโยชน์

# ป็นตัวสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นเส้นใยทำหน้าที่เชื่อมเนื้อเยื่อต่างๆ ไว้ด้วยกัน ทั้งยังเป็นตัวสร้างกระดูก ฟัน เหงือก และเส้นเลือด
# ช่วยให้แผลสดและแผลไฟไหม้หายเร็วขึ้น
# ช่วยให้การดูดซึมธาตุเหล็กดีขึ้น ซึ่งเป็นการสร้างเม็ดเลือดทางอ้อม
# ช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ (Mutation)
# ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคนอนหลับตายในกรณีเด็กอ่อน (SIDS: Sudden Infant Death Syndrome)
# ช่วยแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน
# ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด
# ช่วยคลายเครียด
# การฉีดด้วยวิตามินซีปริมาณสูง อาจช่วยหยุดยั้งโรคมะเร็งได้ โดยวิตามินอาจเข้าทำปฏิกิริยาทางเคมีในเซลล์ มะเร็ง ให้กลายเป็นกรดขึ้น ทำให้เนื้อร้ายชะงักและน้ำหนักลดไปได้

วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Gotula CE ใบบัวบก พืชมหัศจรรย์



ใบบัวบก เป็นสมุนไพรที่มีคุณประโยชน์มากมาย มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ ว่า Centella asiatica ( Linn. ) ชื่อพื้นเมือง ผักแว่น ผักหนอก ทางเหนือเรียก ปะหนะ เอขาเด๊าะ บัวบก เป็นพืชที่ปลูกได้ง่าย มีใช้ทั้งในตำราอายุรเวท และประเทศจีน และในแพทย์แผนไทย ในตำรายาไทย ระบุสรรพคุณของ บัวบกโดยใช้ทั้งต้น ดังนี้ " แก้ช้ำใน บำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้า ขับปัสสาวะ แก้อาการเริ่มเป็นบิด ทำให้เลือดแผ่ซ่าน แก้ท้องร่วง เป็นยาขจัดเลือดเสีย แก้โรคผิวหนัง รักษาบาดแผล แก้พิษงูกัด แก้มุตกิต ระดูขาว " ( อ้างอิงที่ 1 ) สารสำคัญเป็นสารในกลุ่ม เทอร์ปีนอยด์ Terpenoids พวก ไตรเทอร์ปีน Triterpenes ในรูปไกลโคไซด์ ที่สำคัญคือ เอเซียติโคไซด์ ( Asiaticoside ) ใบบัวบกสามารถนำมารับประทานและรักษาแผลภายนอกได้

สรรพคุณทางวิชาการทางการแพทย์ที่น่าสนใจ
1. มี สารต้านอนุมูลอิสสระ และมีส ารต้านมะเร็ง ( อ้างอิงที่ 1, 12 )
2. สามารถรักษาโรดกระเพาะได้ โดยสามารถลดขนาดของแผลในกระเพาะอาหารหนูได้อย่างมีนัยสำคัญ บอกถึงศักยภาพที่อาจจะทดลองนำมาใช้ในคนได้ ( อ้างอิงที่ 3 )
3. ลดความเครียด ( Anxiolytic ) โดยมีงานวิจัยที่เชื่อถือได้ ในคน ( double-blind, placebo-controlled trial ) อ้างอิงที่ 4 )
4. มีคุณประโยชน์ในผู้ป่วย เบาหวาน โดยเพิ่ม การไหลเวียนของเส้นเลือดฝอย การแลกเปลี่ยนออกซิเจนต่อเนื้อเยื่อ ทำให้ลดควาเมเสี่ยง ของการบวม เส้นประสาทเสื่อม เหน็บชา อ่อนแรง ในเบาหวาน ( อ้างอิงที่ 5,6 )
5. เพิ่มการไหลเวียนของเส้นเลือดฝอย การแลกเปลี่ยนออกซิเจนต่อเนื้อเยื่อ ทำให้ลดควาเมเสี่ยง ของการบวม ในผู้สูงอายุ ผู้ที่มีแรงดันในเส้นเลือดดำสูง หรือโรคเลือดคั่งขาบวมในผู้ที่เดินทางนานๆ ในรถหรือเครื่องบิน ( อ้างอิงที่ 7,8 )
6. อาจลดความเสี่ยงของ โรคริดสีดวง และ เส้นเลือดขอดที่ขา ( อ้างอิงที่ 9 )
บำรุงสมอง มีงานวิจัยแต่ยังเป็นในระดับสัตว์ทดลองว่าทำให้มีความคิดอ่านและโรคอัลไซเมอร์ดีขึ้นได้ ( อ้างอิงที่ 11, 12 )

ข้อห้ามและข้อควรระวัง
ไม่ควรรับประทานในเด็ก สตรีมีครรภ์ และคนที่เป็นโรคตับ เช่น ตับอักเสบที่มีเอนไซม์ตับสูง หรือตัวเหลือง หรือตับ

สรุป
ใบ บัวบก เป็นพืชที่ สารต้านอนุมูลอิสระ ( อ้างอิงที่ 12 ) มีทั้งความเป็นอาหารและมีสรรพคุณทางเภสัช พอที่จะนำมาเป็นอาหารเสริมสุขภาพ ลดความเสี่ยงการเกิดโรคบางโรคได้ และอาจพัฒนามาเป็นยาก็ยังได้ในปริมาณที่สูง คนไทยรับประทานกันมานานแสนนาน มีความปลอดภัย และเชื่อถือได้

เอกสารอ้างอิง
1. บัวบก : อรนุช โชคชัยเจริญพร จุลสารข้อมูลสมุนไพร 14 (2) : 2540
2. ผู้จัดการออนไลน์ 3 พ.ค. 47 16:03:23 http://www.manager.co.th/qol/viewNews.asp?newsid=4759613930582"
3. . A double-blind, placebo-controlled study on the effects of Gotu Kola (Centella asiatica) on acoustic startle response in healthy subjects. J Clin Psychopharmacol 2000 Dec;20(6):680-4
4. A double-blind, placebo-controlled study on the effects of Gotu Kola (Centella asiatica) on acoustic startle response in healthy subjects. J Clin Psychopharmacol 2000 Dec;20(6):680-4
5. Evaluation of treatment of diabetic microangiopathy with total triterpenic fraction of Centella asiatica: a clinical prospective randomized trial with a microcirculatory model. Angiology 2001 Oct;52 Suppl 2:S49-54
6. Treatment of diabetic microangiopathy and edema with total triterpenic fraction of Centella asiatica: a prospective, placebo-controlled randomized study. Angiology 2001 Oct;52 Suppl 2:S27-31 .
7. Microcirculatory effects of total triterpenic fraction of Centella asiatica in chronic venous hypertension: measurement by laser Doppler, TcPO2-CO2, and leg volumetry. Angiology 2001 Oct;52 Suppl 2:S45-8 .
8. Flight microangiopathy in medium- to long-distance flights: prevention of edema and microcirculation alterations with total triterpenic fraction of Centella asiatica. Angiology 2001 Oct;52 Suppl 2:S33-7 .
9. MacKay D. Hemorrhoids and varicose veins: a review of treatment options. Altern Med Rev 2001 Apr;6(2):126-40 .
10. Veerendra Kumar MH, Gupta YK. Effect of different extracts of Centella asiatica on cognition and markers of oxidative stress in rats. J Ethnopharmacol 2002 Feb;79(2):253-60 .
11. Effect of Centella asiatica on cognition and oxidative stress in an intracerebroventricular streptozotocin model of Alzheimer's disease in rats. Clin Exp Pharmacol Physiol 2003 May-Jun;30(5-6):336-42 .
12. Antioxidative behaviour of Malaysian plant extracts in model and food oil systems. Asia Pac J Clin Nutr 2004 Aug;13(Suppl):S72

Lycopene ไลโคพีน : สารต่อต้านมะเร็งจากธรรมชาติ


ปัจจุบันสาเหตุการเสียชีวิตของมนุษย์เกิดจากความเจ็บป่วยโดยเฉพาะโรคมะเร็ง ที่มีสาเหตุมาจากความเครียด กรรมพันธุ์ และการสะสมของสารพิษในร่างกาย เป็นผลให้นักวิจัยพัฒนาหาสารที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันและรักษาโรคมะเร็ง สารหนึ่งในงานวิจัยนั้น คือ สารไลโคพีน (lycopene) เป็นสารอนุพันธุ์ในกลุ่มแคโร- ทีนอยด์ (carotenoid) กลุ่มเดียวกันกับเบต้า-คาโรทีน (B-carotene) มีโครงสร้างทางเคมีแบบ unsaturated hydrocarbon ประกอบด้วย พันธะคู่แบบ conjugated 11 คู่ และ unconjugated 2 คู่ ซึ่งเป็นสารให้สีเหลือง ส้มและแดงในผลไม้ เช่น เกรปฟรุ๊ต แอพริคอท ส้ม แตงโม โรสฮิป มะละกอ และส่วนใหญ่พบในมะเขือเทศ เป็นต้น

ยาเม็ดทำให้หนุ่มสาว ช่วยชะลอผิวหนังไม่ให้เหี่ยวย่นรวดเร็ว


บ.เครื่องสำอางยักษ์ใหญ่จับมือ บ.ลูกอม เพื่อทำลูกอมชะลอเหี่ยว ป้องกันเซลล์เก่าไม่ให้เสียหาย และฟื้นฟูเซลล์ใหม่ หลังทดสอบกับสาววัยหมดประจำเดือนแล้วผิวตึง...
บริษัทยักษ์ใหญ่เครื่องสำอางจับมือกับบริษัทยักษ์ลูกอม ลูกกวาด ทำยาเม็ดเคลือบน้ำตาล ช่วยชะลอผิวหนัง ไม่ให้เหี่ยวย่นลง เพราะความชราอย่างรวดเร็วได้
บริษัทขนมและเครื่องดื่มเนสเติล ร่วมกับบริษัทลอเรล ใช้สารไลโคเพน(Lycopene)ที่มีอยู่ในมะเขือเทศ ผลิตยาเม็ดที่มีสรรพคุณ ป้องกันเซลล์เก่าไม่ให้เสียหาย และฟื้นฟูเซลล์ผิวหนังขึ้นใหม่ยาอันเป็นผลงานทางด้านวิทยาศาสตร์ โภชนาการและความรู้ทางโรคผิวหนัง ได้มีวางจำหน่ายในยุโรปและอเมริกาใต้ หลายแห่งแล้ว หัวหน้าฝ่ายวิจัยของบริษัทกล่าวอ้างว่า "เราได้ทำการวิจัยอย่างมาก และปรากฏผลว่าผลิตภัณฑ์นี้ได้ผล และกำลังหาหนทางเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้นต่อไป เราจับได้ว่า การมีโภชนาการที่ดีจะป้องกันผิวหนังแก่ชรา สารอาหารบางชนิดกับสุขภาพของผิวหนัง เกี่ยวพันกันอยู่ อย่างชัดเจน"
นักวิจัยได้ทดลองยานี้กับอาสาสมัครหญิงวัยระหว่าง 51-70 ปี ซึ่งต่างหมดประจำเดือนแล้ว หลังเลย 6 เดือนไปแล้ว ปรากฏว่าผิวหนังของกลุ่มที่ได้รับยา มีความตึงมากขึ้น ร้อยละ 8.7 แต่ข้อเสียที่เห็นได้ชัด คือยายังมีราคาแพงอยู่ และหากใช้ นานแค่ 3 เดือน อาจจะยังไม่ทันเห็นความแตกต่างอะไรเลย.
จาก
ไทยรัฐออนไลน์


โดย ทีมข่าววิทยาการ

23 ธันวาคม 2552,

วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Co-enzyme Q10



Q10 คืออะไร
Q10 มีชื่อเรียกกันอยู่มากมายไม่ว่าจะเป็น Co-enzyme Q10 หรือ CoQ10 หรือ Ubiquinone หรือ Ubiquinole หรือ Ubidecarenone หรือ Ubiquitous หรือ Coenzyme quinone มีชื่อเรียกทางเคมีว่า “2 ,3-dimethoxy-5-methyl-6-decaprenyl benzoquinone.”

จากการศึกษารายละเอียดพบว่า Q10 เป็นสารที่ร่างกายสามารถผลิตได้เองโดยธรรมชาติและมีความจำเป็นต่อร่างกาย Q10 เป็นสารประกอบคล้ายวิตามินที่มีคุณสมบัติในการละลายในไขมัน (Fat-Soluble Vitamin-like Substance) พบในเซลล์ทุกเซลล์ที่มีชีวิตในร่างกายโดยจะอยู่ที่ส่วนเยื่อหุ้ม (Membrane) ของไมโตคอนเดรีย ซึ่งไมโตคอนเดรีย (Mitochondrial) นี้ทำหน้าที่ในการผลิตพลังงานให้กับเซลล์ โดยพลังงานดังกล่าวจะอยู่ในรูปของ ATP (Adenosine Triphosphate) ซึ่งเป็นพลังงานพื้นฐานของเซลล์ Q10 ถูกพบมากในอวัยวะที่ต้องการพลังงานสูง ซึ่งจะมีจำนวนไมโตคอนเดรีย (Mitochondrial) มาก เช่น หัวใจ ตับ กล้ามเนื้อ สมอง ส่วนอวัยวะอื่นๆ ก็พบ Q10 เช่นกันแต่พบค่อนข้างน้อยเนื่องจากอวัยวะดังกล่าวต้องการพลังงานน้อยจึงมีจำนวนไมโตคอนเดรีย (Mitochondrial) น้อยตามไปด้วย

กรดอัลฟาไลโปอิก คืออะไร (What is Alpha Lipoic Acid?)



กรดอัลฟาไลโปอิก (Alpha Lipoic Acid ; ALA) เรียกสั้นๆว่ากรดไลโปอิก หรือบางคนรู้จักในชื่อ Thioctic acid มีชื่อทางเคมี คือ 5-(1,2-dithiolan-3-yl)pentanoic acid
กรดอัลฟาไลโปอิกเป็นสารอาหารประเภทหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายวิตามิน โดยทำหน้าที่เป็น Coenzyme ในขบวนการเผาผลาญน้ำตาล และสารอาหารอื่น ๆ ให้เป็นพลังงาน โดยปกติร่างกายเราสามารถสังเคราะห์กรดอัลฟาไลโปอิคได้เองอยู่แล้วในปริมาณคงที่ ซึ่งร่างกายเราผลิตได้ในจำนวนที่เพียงพอต่อการช่วยไมโตคอนเดรียเปลี่ยนกลูโคสไปเป็นพลังงานเท่านั้น ไม่ได้ผลิตให้เหลือพอที่จะใช้ต่อต้านความเสื่อมชราของเซลล์ หรือเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคให้กับร่างกาย  เนื่องจากกรดอัลฟาไลโปอิคมีบทบาทหลักในการย่อยเผาผลาญน้ำตาลให้เป็นพลังงาน จึงมีผลช่วยให้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดเป็นไปได้ดีขึ้น  นอกจากนี้กรดอัลฟาไลโปอิก ยังได้รับการขนานนามว่าเป็น “Universal Antioxidant” เนื่องจากเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่แรง และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ เช่น วิตามินซี, อี, Glutathione หรือ Co-enzyme Q10 ให้กลับมาอยู่ในรูปที่ใช้งานได้อีก หลังจากที่ใช้ในการกำจัดอนุมูลอิสระไปแล้ว ด้วยคุณสมบัติของกรดอัลฟาไลโปอิก คือ สามารถละลายได้ทั้งในน้ำและน้ำมัน สามารถซึมผ่านเยื่อหุ้มเซลล์เข้าไปในชั้นลึกสุดของเซลล์ระดับ DNAจึงสามารถแทรกซึมไปชะลอความเสื่อมของเซลล์ได้ทั่วเซลล์ในร่างกาย ในขณะที่สารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ เช่น CoQ10 ที่ละลายได้เพียงในส่วนน้ำมันในร่างกาย ทำให้กรดอัลฟาไลโปอิคมีคุณสมบัติเหนือกว่า 4-5 เท่า และมีฤทธิ์แรงกว่า วิตามินอี และวิตามินซี 50 เท่า

วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2552

สารสกัดเมล็ดองุ่น grape seed



สารสกัดเมล็ดองุ่น มีงานวิจัยทางการแพทย์มากกว่า 12,000 ฉบับ โดยที่บริษัท Vitis vital เยอรมัน ผู้นำการผลิตสารสกัดเมล็ดองุ่นแบบสกัดเย็น (Cold-Pressed Method) ได้รวบรวมผลวิจัยเด่นๆหลายฉบับมานำเสนอดังนี้
งานวิจัยของ FWI-Institute of Research,Economy and Informatics,Eisenschmitt,Germany
•ลดความดันโลหิต
•กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต
•ป้องกันลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด
ผลการวิจัยของ FWI เยอรมันนีระบุว่า สาร Proanthocyanidin ในผงเมล็ดองุ่นสกัด สามารถลดความดันโลหิตและป้องกันลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด จากการทดลองในสัตว์ นอกจากนี้ยังทำให้ผนังหลอดเลือดทำงานได้ดีขึ้นในการควบคุมการผ่านของสารเข้าและออกจากผนังหลอดเลือด ในหนูทดลอง ทำให้ลดอาการบวม อาการคั่งของของเสีย และทำให้การไหลเวียนของระบบเลือดและน้ำเหลืองดีขึ้น
Por.Dr.Peter Eckert,Bonn
•ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และควบคุมระดับอินซูลิน
•ลดความอยากอาหาร
•ลดการดูดซึมกลับของแอลกอฮอล์
Dr. Eckert ได้ทดลองให้คนไข้รับประทานน้ำมันสกัดเมล็ดองุ่น 1 ช้อนชาร่วมกับผงสกัดเมล็ดองุ่น 1 ช้อนชา พบว่า ควบคุมระดับน้ำตาลและอินซูลินในคนไข้ได้อย่างดี นอกจากนี้ ยังลดการดูดกลับของแอลกอฮอล์ถึง 40% และลดความอยากอาหารได้ด้วย
Pro.Dr.Agapios Sachinidins,Colonge
•ยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก
•ป้องกันหลอดเลือดแดงแข็ง
•ทำให้เซลล์แข็งแรง ป้องกันการเสื่อมสลายของเซลล์
Pro.Dr.Bernd Kroenig,Trier
•ทำให้ผนังหลอดเลือดแข็งแรงขึ้น
ผลงานวิจัยของ Dr. Kroenig บ่งว่า สารสกัดจากเมล็ดองุ่น ทำให้หลอดเลือดแข็งแรงขึ้น รวมทั้งซ่อมหลอดเลือดที่เสียหายหรือได้รับบาดเจ็บได้
Pro.Jacques Masquerilier,Bordeaux
•ในเมล็ดองุ่น มีสารสำคัญชื่อ OPC ซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมเอาไปใช้ได้ถึง 100%
•เมื่อรับประทานสารสกัดจากเมล็ดองุ่น สาร OPC จะกระจายไปทั่วร่างกาย และระดับ OPC ในกระแสเลือดจะขึ้นสู่จุดสูงสุดภายใน 45 นาทีและคงอยู่ในร่างกายได้ถึง 72 ชั่วโมง ก่อนจะถูกขับออกจากระบบร่างกาย
•สาร OPC ในเมล็ดองุ่น สามารถผ่านเยื่อหุ้มสมองเข้าไปทำหน้าที่ปกป้องเซลล์สมอง และป้องกันเส้นเลือดฝอยในสมองแตก
•ภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากร่างกายได้รับสาร OPC ความแข็งแรงและยืดหยุ่นของหลอดเลือดทั่วร่างกายจะเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า
•สาร OPC ในเมล็ดองุ่น สามารถเพิ่มระดับวิตามินซีในเลือดได้ถึง 4 เท่า และในทำนองเดียวกัน การรับประทานวิตามินซีร่วมกันสาร OPC ให้ผลเพิ่มระดับ OPC ได้ เป็นผลซึ่งส่งเสริมกัน

ปัจจุบัน สารสกัดเมล็ดองุ่น มีงานวิจัยทางการแพทย์ ในการป้องกันและบำบัดโรคที่เกิดจากความเสื่อมถึง 100 กว่าชนิด

วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Glulathione กลูตาไธโอน

Glutathione คืออะไร?
Glutathione (กลูตาไทโอน) เป็นสารประเภท Tripeptide ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโน 3 ชนิด ได้แก่ Cysteine, Glycine และ Glutamic acid หน้าที่หลักของสารตัวนี่ที่เด่นมีอยู่ 3 ประการ
1.Detoxification : กลูตาไทโอนช่วยสร้างเอ็นไซม์ชนิดต่าง ๆ ในร่างกายโดยเฉพาะ Glutathion-S-transferase ที่ช่วยในการกำจัดพิษออกจากร่างกายโดยไปเปลี่ยนสารพิษชนิดไม่ละลายในน้ำ (ละลายในน้ำมัน) เช่น พวกโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง แม้แต่ยาบางชนิด ให้เป็นสารที่ละลายน้ำได้ดีขึ้นและง่ายต่อการกำจัดออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันตับ1 จากการถูกทำลายโดย แอลกอฮอล์ (สุรา) สารพิษจากบุหรี่ ยาพาราเซตามอลเกินขนาด (Overdose) ฯลฯ
2.Antioxidant : กลูตาไทโอนมีคุณสมบัติเป็นสารต้านปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น (Antioxidant) ที่มีความสำคัญตัวหนึ่งในร่างกาย และหากขาดไป วิตามินซีและอี อาจจะทำงานได้ไม่เต็มที่
3.Immune Enhancer : ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย2 โดยกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์หลายชนิดเพื่อให้ร่างกายต่อต้านสิ่งแปลกปลอมรวมถึงเชื้อแบคทีเรียและไวรัส นอกจากนี้
กลูตาไทโอน ยังช่วยสร้างและซ่อมแซม DNA สร้างโปรตีนและ protaglandin

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Selenium ซีลีเนียม คืออะไรหนอ

ซีลีเนียม (SELENIUM)
ซีลีเนียม เป็นเกลือแร่ส่วนน้อยที่สำคัญต่อร่างกาย ถึงแม้จะพบในร่างกายเพียงเล็กน้อยก็ตาม แต่ ซีลีเนียม มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติหน้าที่ของวิตามินอี อาหารที่มี ซีลีเนียม มากที่สุดได้แก่ บริวเวอร์ยีสต์ เครื่องใน กล้ามเนื้อสัตว์ ปลา หอย ข้าวต่างๆที่ยังไม่ขัดสี ซีเรียล และผลิตภัณฑ์ นม นอกจากนี้ได้จากกระเทียม เห็ด บรอคโคลี่ หัวหอม มะเขือเทศ สัตว์ปีก ไข่ และอาหารทะเลต่างๆ บทบาทของ ซีลีเนียม เป็นส่วนประกอบของน้ำย่อยกลูทาไทโอน เปอร์ออกซิเดส ( glutathione peroxidase ) ซึ่งกระตุ้นการกำจัดไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ และออแกนิคเปอร์ออกไซด์ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของกรดไขมันต่างๆโดยทำ งานอย่างใกล้ชิดกับวิตามินอีในการป้องกันเนื้อเยื่อถูกทำลายโดยสารเปอร์ ออกไซด์จากไขมัน โดยวิตามินอีทำหน้าที่ป้องกันการเกิดสารเปอร์ออกไซด์ ในขณะที่ ซีลีเนียม ทำหน้าที่กำจัดสารเปอร์ออกไซด์ที่เกิดขึ้นให้หมดไป และ ทำงานร่วมกับวิตามินอี เสริมฤทธิ์ในการปฏิบัติงานของวิตามินอีรักษาเนื้อเยื่อต่างๆ และชะลอการแก่ตายของเซลล์ตามธรรมชาติป้องกันการแก่ก่อน การขาด ซีลีเนียม จะนำไปสู่การแก่ก่อนกำหนด ทั้งนี้เพราะว่า ซีลีเนียม ช่วยรักษาความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อการได้รับ ซีลีเนียม ปริมาณสูงๆ เป็นมิลลิกรัมทุกวันทำให้เกิดเป็นพิษได้ เพียง 5 มิลลิกรัม สามารถทำให้เกิดอาการ อาเจียน ท้องร่วง สูญเสียผม และเล็บ เกิดเป็นแผลที่ผิวหนัง และระบบประสาท บางคนรับประทาน ซีลีเนียม มากๆ เพราะคิดว่าสามารถป้องกันโรคมะเร็งได้ ซึ่งเป็นการทดลองในสัตว์ แต่ในคนยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด

วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ชาเขียว Green Tea


ชาเขียว ((ญี่ปุ่น: 緑茶 ryokucha), จีน: 绿茶 - พินอิน: lǜchá), อังกฤษ: green tea) เป็นชาที่เก็บเกี่ยวจากพืชในตระกูล Camellia sinensis (เช่นเดียวกับ ชาขาว ชาดำ และชาอู่หลง ชาที่ไม่ผ่านการหมัก ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพและมีคุณสมบัติในการต้านทานโรคได้นานาชนิดจึงเป็นที่นิยมของคนส่วนใหญ่ น้ำชาจะเป็นสีเขียวหรือเหลืองอมเขียว มีรสฝาดไม่มีกลิ่น แต่จะมีการแต่งกลิ่นเผื่อให้เกิดความน่ารับประทานมากขึ้น